ท่ามกลางความหลากหลายของโลกความบันเทิงและเกมไพ่ในปัจจุบัน หากจะพูดถึงเกมที่ผสมผสานระหว่าง เสน่ห์ของโชคชะตาและชั้นเชิงทางความคิดได้ลงตัวที่สุด ชื่อของ “แบล็กแจ็ก” (Blackjack) หรือเกมไพ่ 21 ย่อมเป็นหนึ่งในตัวเลือกอันดับต้นๆ ที่นักลุ้นไพ่ทั่วโลกต่างยกย่อง เพราะนี่ไม่ใช่เพียงแค่เกมที่อาศัยดวงในการแจกไพ่เพียงอย่างเดียว แต่คือสมรภูมิประลองปัญญาที่เปิดโอกาสให้ผู้เล่นได้ใช้กลยุทธ์ การอ่านเกม และการตัดสินใจในเสี้ยววินาทีเพื่อเอาชนะไพ่ในมือของดีลเลอร์ ความสนุกของแบล็กแจ็กไม่ได้หยุดอยู่แค่รูปแบบคลาสสิกที่เราคุ้นเคยกันในคาสิโนเท่านั้น แต่ในปัจจุบัน เหล่าผู้พัฒนาเกมได้สร้างสรรค์และฉีกกฎเกณฑ์เดิมๆ ออกมาเป็นหลากหลายเวอร์ชันที่มีกติกา ฟีเจอร์พิเศษ รวมถึงอัตราการจ่ายที่ตื่นเต้นท้าทายยิ่งกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มตัวคูณรางวัล การเปิดโอกาสให้เล่นพร้อมกันได้หลายมือ หรือการเพิ่มตัวเลือกเดิมพันข้างเคียง (Side Bets) ที่ช่วยสร้างสีสันและเปิดโอกาสให้ผู้เล่นได้ลุ้นเงินรางวัลก้อนโตในทุกๆ ตา
10 เกมแบล็กแจ็กยอดนิยมแห่งปี
สำหรับใครที่ชื่นชอบความตื่นเต้นของการจ้องมองไพ่ในมือ ลุ้นให้แต้มเข้าใกล้ 21 มากที่สุดโดยไม่เกิน และต้องการสัมผัสบรรยากาศการเล่นที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำจำเจ บทความนี้ได้รวบรวม 10 เกมแบล็กแจ็กยอดนิยมแห่งปี ที่สายลุ้นไพ่ตัวจริงต้องไม่พลาด พร้อมพาคุณไปเจาะลึกจุดเด่นและเสน่ห์ของแต่ละเกม เพื่อให้คุณพร้อมลงสนามและสนุกไปกับการวางแผนเอาชนะในทุกการแจกไพ่

1.Classic Blackjack (แบล็กแจ็กดั้งเดิม)
กติกาดั้งเดิมที่เป็นมาตรฐานสากล เล่นด้วยไพ่ 1-8 สำรับ เป้าหมายคือดึงไพ่ให้ได้แต้มใกล้ 21 มากกว่าดีลเลอร์ หากแต้มเกิน 21 (Bust) จะแพ้ทันที เป็นเวอร์ชันที่ใช้วัดกึ๋นด้วยตารางสูตรแบล็กแจ็กพื้นฐาน (Basic Strategy) ได้แม่นยำที่สุด และมีค่า House Edge ต่ำที่สุดเกมหนึ่ง
- อัตราจ่ายหลัก:
- แบล็กแจ็กธรรมชาติ (21 แต้มจาก 2 ใบแรก): 3:2
- ชนะมือธรรมดา: 1:1
- ประกันภัย (Insurance): 2:1

2.Lightning Blackjack
เกมระดับนวัตกรรมจากค่าย Evolution Gaming ที่นำระบบสุ่มตัวคูณรางวัลมารวมกับแบล็กแจ็ก ในทุกๆ รอบที่ชนะ ไพ่ที่คุณชนะจะถูกบันทึกแต้มไว้ (เช่น ชนะด้วย 17-19 แต้ม หรือแบล็กแจ็ก) เพื่อรับสิทธิ์ตัวคูณแบบสุ่มตั้งแต่ 2 เท่า ถึง 25 เท่า ซึ่งตัวคูณนี้จะถูกนำไปใช้นำโชคในรอบการเล่นถัดไปทันที (แลกกับการหักค่าธรรมเนียมสายฟ้า 100% ของเงินเดิมพัน)
- อัตราจ่ายหลัก:
- ชนะมือธรรมดา: 1:1 ถึง 3:2
- ตัวคูณสายฟ้า (Lightning Multipliers): 2x – 25x ในรอบถัดไป

3.Blackjack Switch
เอกลักษณ์ของเกมนี้คือ “ผู้เล่นต้องวางเดิมพัน 2 มือพร้อมกัน” และจุดเด่นสูงสุดคือ ผู้เล่นได้รับอนุญาตให้ สลับไพ่ใบที่สอง ของทั้งสองมือสลับไปมากันได้ เพื่อสร้างมือที่ดีที่สุด แต่เพื่อความยึดหยุ่นนี้ เกมจึงปรับกติกาให้ดีลเลอร์ได้ 22 แต้ม ถือเป็น “เสมอ” (Push) กับผู้เล่นทุกคนยกเว้นผู้เล่นได้แบล็กแจ็กธรรมชาติ
- อัตราจ่ายหลัก:
- แบล็กแจ็กธรรมชาติ: 1:1 (จ่ายลดลงจากเดิม)
- ชนะมือธรรมดา: 1:1

4.Infinite Blackjack
แก้ปัญหาโต๊ะเต็มด้วยระบบ “ที่นั่งไม่อั้น” ผู้เล่นทุกคนรับชุดไพ่ 2 ใบแรกเหมือนกัน แต่เลือกตัดสินใจ (Hit, Stand, Double, Split) ได้อย่างเป็นอิสระต่อกันอย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังมาพร้อมกฎพิเศษ Charlie 6 ใบ (หากดึงไพ่ครบ 6 ใบโดยแต้มไม่เกิน 21 จะชนะทันทีโดยไม่ต้องสนแต้มดีลเลอร์) และตัวเลือกเดิมพันข้างเคียง (Side Bets) หลากหลาย
- อัตราจ่ายหลัก:
- แบล็กแจ็กธรรมชาติ: 3:2
- ชนะมือธรรมดา: 1:1
- ไซด์เบต 21+3 / Suited Trips: สูงสุด 100:1
- ไซด์เบต Bust-It: สูงสุด 250:1

5.Power Blackjack
ตัดไพ่เลข 9 และเลข 10 ออกจากสำรับทั้งหมด (เหลือไว้เฉพาะไพ่ J, Q, K, A) แต่ชดเชยด้วยพลังในการเล่นที่ดุดันขึ้น โดยผู้เล่นสามารถเลือก Double, Triple หรือ Quadruple Down (ทวีคูณเงินเดิมพันได้ 2, 3 หรือ 4 เท่า) จากไพ่ 2 ใบแรกใดๆ ก็ได้ แม้กระทั่งหลังจากทำการ Split แยกมือแล้วก็ตาม
- อัตราจ่ายหลัก:
- แบล็กแจ็กธรรมชาติ: 3:2
- ชนะมือธรรมดา: 1:1

6.European Blackjack
แตกต่างจากฝั่งอเมริกาตรงที่ ดีลเลอร์จะหงายไพ่ใบแรกเพียงใบเดียว และจะไม่หมอบแจกไพ่ใบที่สองของดีลเลอร์จนกว่าผู้เล่นทุกคนบนโต๊ะจะเล่นมือของตัวเองเสร็จสิ้น ทำให้ผู้เล่นไม่สามารถรู้ได้ว่าดีลเลอร์มีโอกาสเกิดแบล็กแจ็กหรือไม่ ส่งผลให้การตัดสินใจ Double หรือ Split มีความกดดันและความเสี่ยงสูงขึ้น
- อัตราจ่ายหลัก:
- แบล็กแจ็กธรรมชาติ: 3:2
- ชนะมือธรรมดา: 1:1

7.Double Exposure Blackjack
เป็นเกมที่เปิดเปรียบเทียบข้อได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัด เพราะ ไพ่ 2 ใบแรกของดีลเลอร์จะถูกหงายเปิดเผยให้เห็นทั้งคู่ ตั้งแต่เริ่มเกม ทำให้ผู้เล่นอ่านเกมและตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ แต่ต้องแลกมาด้วยกติกาที่เสียเปรียบ เช่น ดีลเลอร์ชนะทุกกรณีหากแต้มเท่ากัน (ยกเว้นแบล็กแจ็กธรรมชาติของผู้เล่น) และแบล็กแจ็กจ่ายเพียง 1:1
- อัตราจ่ายหลัก:
- แบล็กแจ็กธรรมชาติ: 1:1
- ชนะมือธรรมดา: 1:1

8.Spanish 21
ใช้ไพ่ Spanish Deck (สำรับที่ดึงไพ่ 10 ออกทั้งหมด เหลือ 48 ใบต่อสำรับ) ข้อดีทดแทนคือ แต้ม 21 ของผู้เล่นจะชนะแต้ม 21 ของดีลเลอร์เสมอ และสามารถ Double Down หรือ Surrender (ยอมแพ้ถอนตัว) ได้ยืดหยุ่นกว่าเกมทั่วไป พร้อมโบนัสจ่ายพิเศษเมื่อรวมแต้มได้ 21 จากจำนวนใบไพ่ที่กำหนด
- อัตราจ่ายหลัก:
- แบล็กแจ็กธรรมชาติ: 3:2
- ชนะด้วยไพ่ 5 ใบ 21 แต้ม: 3:2
- ชนะด้วยไพ่ 6 ใบ 21 แต้ม: 2:1
- ชนะด้วยไพ่ 7 ใบขึ้นไป 21 แต้ม: 3:1
- ไพ่ 7-7-7 (สีเดียวกัน): สูงสุด 50:1

9.Quantum Blackjack (หรือ Multiplier Blackjack)
เกมแบล็กแจ็กสดจากค่าย Playtech ในทุกๆ รอบ ระบบจะสุ่มเลือกไพ่พิเศษ 1–3 ใบขึ้นมาบนหน้าจอ พร้อมกำกับตัวคูณ (เช่น 3x, 5x, 10x) หากผู้เล่นได้รับไพ่ใบที่ตรงกับไพ่ Quantum ในมือแล้วชนะรอบนั้น จะนำตัวคูณไปคูณเงินรางวัลทันที หากโชคดีได้ไพ่ตัวคูณทับซ้อนกันหลายใบ เงินรางวัลสามารถพุ่งสูงได้ถึง 1,000 เท่า
- อัตราจ่ายหลัก:
- แบล็กแจ็กธรรมชาติ: 3:2
- ชนะด้วยไพ่ตัวคูณพิเศษ (Quantum Multiplier): 3x – 1,000x

10.Blackjack Surrender
กติกาเหมือน Classic Blackjack ทุกประการ แต่เพิ่มฟังก์ชัน “Surrender” (หมอบ/ยอมแพ้) เปิดโอกาสให้ผู้เล่นประเมินไพ่ 2 ใบแรกของตนเองเทียบกับไพ่หน้าเปิดของดีลเลอร์ หากพบว่าโอกาสชนะต่ำมาก สามารถเลือกกด “หมอบ” เพื่อยอมเสียเงินเดิมพันเพียงครึ่งเดียว และรับเงินคืนอีกครึ่งหนึ่งทันที เป็นเกมที่สายกลยุทธ์นิยมใช้ลดอัตราการเสียทุนระยะยาว
- อัตราจ่ายหลัก:
- แบล็กแจ็กธรรมชาติ: 3:2
- ชนะมือธรรมดา: 1:1
- ยอมแพ้ (Late Surrender): คืนเงินเดิมพัน 50%
สรุปข้อคิดสำหรับสายลุ้นไพ่
การเลือกเล่นแบล็กแจ็กแต่ละประเภทขึ้นอยู่กับสไตล์ความชอบ หากชอบการวางแผนใช้สูตรคณิตศาสตร์บริสุทธิ์ Classic, European และ Surrender จะให้ผลตอบแทนตามทฤษฎี (RTP) สูงที่สุด แต่หากต้องการความแปลกใหม่ โอกาสทำกำไรแบบก้าวกระโดด หรือชอบไซด์เบต เกมกลุ่ม Lightning, Quantum และ Infinite จะมอบความตื่นเต้นและประสบการณ์ที่แตกต่างออกไป
กลยุทธ์การเล่นเกมแบล็กแจ็ก
การเล่นแบล็กแจ็กให้มีโอกาสชนะสูงสุด ไม่ได้อาศัยการอ่านเค้าไพ่เหมือนเกมบาคาร่า แต่ใช้ “คณิตศาสตร์และความน่าจะเป็น” ในการตัดสินใจ โดยมี 3 กลยุทธ์หลักในการลดอัตราความได้เปรียบของเจ้ามือ (House Edge) ให้เหลือต่ำที่สุดดังนี้:
1. กลยุทธ์พื้นฐาน (Basic Strategy)
เป็นการตัดสินใจเลือกแอ็กชันที่ถูกต้องที่สุดตามหลักสถิติ โดยเปรียบเทียบระหว่าง “ไพ่ในมือเรา” และ “ไพ่หน้าเปิดของดีลเลอร์”
- การเรียกไพ่เพิ่ม (Hit)หรือ พอ (Stand):
- มือแข็ง 17 แต้มขึ้นไป (Hard 17+): ให้ Stand เสมอ ไม่ว่าดีลเลอร์จะถือไพ่อะไร
- มือแข็ง 12–16แต้ม:
- ให้ Stand ถ้าดีลเลอร์ได้ไพ่หน้าอ่อน (2, 3, 4, 5, 6) เพราะดีลเลอร์มีโอกาสไพ่เกิน (Bust) สูง
- ให้ Hit ถ้าดีลเลอร์ได้ไพ่หน้าแข็ง (7, 8, 9, 10, A)
- มือแข็ง 11 แต้มหรือต่ำกว่า: ให้ Hit เสมอ (หรือ Double Down ตามสถานการณ์)
- การเพิ่มเงินเดิมพันเท่าตัว (Double Down):
- ได้แต้มรวม 11 แต้ม: ให้ Double Down เสมอ (ยกเว้นดีลเลอร์ได้ A)
- ได้แต้มรวม 10 แต้ม: ให้ Double Down ถ้าดีลเลอร์ได้ไพ่ 2–9
- ได้แต้มรวม 9 แต้ม: ให้ Double Down ถ้าดีลเลอร์ได้ไพ่ 3–6
- การแยกไพ่ (Split Pairs):
- แยกเสมอ (Always Split): ไพ่คู่ A-A และ 8-8 (การแยก 8-8 ช่วยเปลี่ยนมือที่แย่ที่สุดอย่าง 16 แต้ม ให้กลายเป็นสองมือที่มีโอกาสเริ่มต้นที่ 8 แต้ม)
- ห้ามแยกเด็ดขาด (Never Split): ไพ่คู่ 10-10 (เพราะ 20 แต้มเป็นมือที่แข็งแกร่งมากแล้ว) และคู่ 5-5 (ควรเล่นเป็นมือ 10 แต้มเพื่อ Double Down แทน)
- คู่ 2-2, 3-3, 7-7: แยกเฉพาะเมื่อดีลเลอร์ได้ไพ่ 2–7
2. กฎการรับประกันและการยอมแพ้ (Insurance & Surrender)
- อย่าซื้อประกัน (Never Take Insurance): เมื่อดีลเลอร์เปิดได้ A ระบบจะเสนอให้ซื้อ Insurance ซึ่งตามหลักคณิตศาสตร์ อัตราจ่าย 2:1 ไม่คุ้มค่ากับความน่าจะเป็นที่ไพ่ใบที่สองของดีลเลอร์จะเป็น 10 (มีเพียงประมาณ 30.7%) การซื้อประกันจะเพิ่ม House Edge ในระยะยาว
- ใช้การยอมแพ้ให้เป็นประโยชน์ (Late Surrender): หากเล่นในโต๊ะที่มีตัวเลือก Surrender ควรยอมแพ้เพื่อรับเงินคืน 50% เมื่อ:
- เราได้ 16 แต้ม และดีลเลอร์ได้ไพ่ 9, 10 หรือ A
- เราได้ 15 แต้ม และดีลเลอร์ได้ไพ่ 10
3. การนับไพ่ (Card Counting – Hi-Lo System)
เทคนิคสำหรับผู้เล่นระดับสูงในการคำนวณว่าไพ่ที่เหลืออยู่ในสำรับเป็นไพ่แต้มสูง (10, J, Q, K, A) หรือไพ่แต้มต่ำ (2, 3, 4, 5, 6) เพื่อปรับขนาดเงินเดิมพัน
- การกำหนดค่าแต้ม (Running Count):
- ไพ่แต้มต่ำ (2, 3, 4, 5, 6) = +1
- ไพ่แต้มกลาง (7, 8, 9) = 0
- ไพ่แต้มสูง (10, J, Q, K, A) = -1
- วิธีประยุกต์ใช้: บวก-ลบ ตัวเลขไปเรื่อยๆ เมื่อเห็นไพ่ถูกหงายบนโต๊ะ
- หากค่าแต้มเป็นบวกสูง (Positive Count): แสดงว่าไพ่แต้มต่ำออกไปเยอะแล้ว ไพ่ที่เหลือในสำรับส่วนใหญ่เป็นไพ่แต้มสูง ผู้เล่นจะได้เปรียบ (มีโอกาสได้ Blackjack หรือดีลเลอร์ Bust สูง) ให้เพิ่มเงินเดิมพัน
- หากค่าแต้มเป็นลบ (Negative Count): ไพ่ที่เหลือส่วนใหญ่เป็นไพ่แต้มต่ำ ให้ลดเงินเดิมพันลงเหลือขั้นต่ำ
แนะนำการทำธุรกรรมฝากถอน
ระบบการทำธุรกรรมฝาก-ถอนเงินบนแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย ควรมีแนวทางและขั้นตอนการใช้งานดังนี้:
1. รูปแบบช่องทางการทำธุรกรรม
- ระบบธนาคารอัตโนมัติ (Automated Local Bank Transfer): ทำรายการผ่าน Mobile Banking รองรับธนาคารชั้นนำ ปรับยอดรวดเร็วและตรวจสอบสลิปได้ทันที
- กระเป๋าเงินดิจิทัล (E-Wallet): ช่องทางสำรองยอดนิยม เช่น TrueMoney Wallet หรือระบบกระเป๋าเงินออนไลน์ ช่วยเพิ่มความสะดวกในการโอนเงินโดยไม่ต้องผูกบัญชีธนาคารหลัก
2. ขั้นตอนการทำรายการอย่างถูกต้อง
- การฝากเงิน:
- คัดลอกเลขบัญชีหรือสแกน QR Code ที่ระบบสร้างขึ้นในตานั้นๆ ทุกครั้ง (ไม่ควรบันทึกเลขบัญชีไว้โอนซ้ำ เพราะระบบอาจมีการเปลี่ยนแปลงบัญชีรับโอน)
- โอนเงินจากบัญชีที่ใช้สมัครสมาชิกเท่านั้น เพื่อให้ระบบ matching ยอดอัตโนมัติ
- การถอนเงิน:
- ระบุจำนวนเงินที่ต้องการถอนตามเงื่อนไขวงเงินขั้นต่ำ-ขั้นสูง
- ตรวจสอบชื่อและเลขบัญชีปลายทางว่าตรงกับข้อมูลที่ลงทะเบียนไว้
- ยืนยันรายการและรอระบบประมวลผลโอนเข้าบัญชี
3. ข้อควรระวังและแนวทางความปลอดภัย
- ชื่อบัญชีต้องตรงกัน: ชื่อ-นามสกุล ของบัญชีธนาคารที่ใช้โอน ต้องตรงกับชื่อผู้สมัครสมาชิกเสมอ หากใช้บัญชีบุคคลอื่นโอน ระบบส่วนใหญ่จะระงับการปรับยอดเพื่อป้องกันการฟอกเงินและสวมสิทธิ์
- ตรวจสอบเงื่อนไขยอดเทิร์นโอเวอร์: หากมีการรับโปรโมชันหรือโบนัส ควรตรวจสอบยอดเดิมพันหมุนเวียน (Turnover) ให้ครบถ้วนตามเงื่อนไขก่อนกดถอนเงิน
- จัดเก็บหลักฐาน: บันทึก Slip การทำรายการไว้ทุกครั้ง จนกว่ายอดเงินจะเข้าสู่บัญชีเรียบร้อย เพื่อใช้ยื่นยืนยันกับฝ่ายสนับสนุนลูกค้าหากเกิดความล่าช้า
การสมัครสมาชิกใหม่
ขั้นตอนและโครงสร้างการสมัครสมาชิก (Registration System) บนแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ได้มาตรฐาน มีรายละเอียดและเงื่อนไขสำคัญดังนี้:
1. ข้อมูลที่ต้องใช้ในการสมัคร
- ข้อมูลตัวตน: ชื่อ-นามสกุลจริง (ต้องตรงกับชื่อบัญชีธนาคารเพื่อความสะดวกในการทำธุรกรรมฝาก-ถอน)
- ช่องทางติดต่อ: เบอร์โทรศัพท์มือถือที่ใช้งานจริง และอีเมลสำหรับรับแจ้งเตือนหรือกู้คืนบัญชี
- ข้อมูลการเงิน: บัญชีธนาคาร หรือบัญชี E-Wallet (เช่น TrueMoney Wallet) ที่ใช้เป็นช่องทางหลักในการทำรายการ
2. ขั้นตอนการสมัครสมาชิก
- เข้าสู่หน้าสมัคร: กดปุ่ม “สมัครสมาชิก” บนหน้าเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน
- กรอกข้อมูล: ใส่เบอร์โทรศัพท์ ตั้งรหัสผ่าน (Password) และกรอกข้อมูลบัญชีธนาคารให้ถูกต้อง
- ยืนยันตัวตน (OTP): ระบบจะส่งรหัส OTP ผ่านทาง SMS ไปยังเบอร์มือถือ เพื่อยืนยันว่าเป็นเจ้าของเบอร์จริง
- เสร็จสิ้นการสมัคร: ระบบจะอนุมัติบัญชีทันที และเปิดให้เข้าสู่ระบบเพื่อใช้งาน
3. จุดเด่นของระบบสมัครสมาชิกอัตโนมัติ (Auto System)
- อนุมัติทันที: ทำรายการด้วยตนเองผ่านหน้าเว็บ ไม่ต้องรอแอดมินอนุมัติ
- ความปลอดภัยสูง: ข้อมูลเข้ารหัสด้วยระบบ SSL ป้องกันการรั่วไหลไปยังบุคคลที่สาม
- เชื่อมต่อระบบการเงิน: ระบบจะผูกบัญชีธนาคารกับยูสเซอร์อัตโนมัติ ทำให้การฝาก-ถอนเงินเกิดขึ้นอย่างแม่นยำ
4. ข้อควรระวังในการสมัคร
- ชื่อบัญชีต้องตรงกัน: ชื่อผู้สมัครและชื่อบัญชีธนาคารที่ใช้ฝาก-ถอน ต้องเป็นชื่อเดียวกันเท่านั้น หากไม่ตรงกันจะไม่สามารถถอนเงินได้
- สิทธิ์ 1 บัญชีต่อ 1 คน: กำหนดให้ 1 ข้อมูลส่วนตัว / 1 IP Address สามารถสมัครได้เพียง 1 บัญชีเพื่อป้องกันการซ้ำซ้อนและผิดเงื่อนไขระบบ
Q: เป้าหมายสูงสุดของการเล่นแบล็กแจ็กคืออะไร?
A: ในการเล่นแบล็กแจ็กเป้าหมายสูงสุดคือการทำแต้มไพ่ในมือให้ได้มากกว่าดีลเลอร์โดยไม่เกิน 21 แต้ม (ไม่จำเป็นต้องได้ 21 แต้มเสมอไป)
Q: กฎการแยกไพ่ (Split) ควรแยกไพ่คู่ใดเสมอ?
A: สำหรับกฎการแยกไพ่ (Split) ควรแยกไพ่คู่ A-A และ 8-8 เสมอ เพื่อเปลี่ยนไพ่ในมือให้มีโอกาสชนะสูงขึ้น
Q: “Soft Hand” หมายถึงอะไร?
A: สำหรับ “Soft Hand” คือมือที่มีไพ่ A (Ace) รวมอยู่ด้วย โดยไพ่ A สามารถนับเป็น 1 หรือ 11 แต้มก็ได้โดยไม่ทำให้แต้มเกิน (Bust)
Q: ควรเลือกซื้อประกัน (Insurance) เมื่อดีลเลอร์เปิดได้ไพ่ A หรือไม่?
A: ไม่ควรเลือกซื้อประกัน (Insurance) เมื่อดีลเลอร์เปิดได้ไพ่ A เพราะตามหลักสถิติ อัตราความได้เปรียบของเจ้ามือ (House Edge) จะสูงขึ้น ทำให้ผู้เล่นเสียเปรียบในระยะยาว